Sunday, March 31, 2013
Saturday, May 7, 2011
Wednesday, March 23, 2011
ถ่ายมาโครด้วยเลนส์มาโคร ทำไมไม่ชัด
สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้ว กับ blog ที่อัพไม่เป็นเวลา
คราวนี้มากับคำถามอีกแล้วครับ ถ่ายมาโคร แล้วไม่ชัด
ถ้าจะเอาทฤษฎีเรื่องมาโคร ก็ลองย้อนไปตอนเก่าๆนะครับ
ตอนนี้จะเป็นการไขปัญหาครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า จะถ่ายมาโคร คำแนะนำก็คือ ซื้อเลนส์สิครับ
มีเลนส์แล้ว ก็ลงมือถ่ายครับ ผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่พอใจนัก (ผมไม่ได้เห็นนะ)
ปรากฎว่ามีบางจุดในภาพไม่ชัด อืมมมม วิเคราะห์กันหน่อย
การถ่ายให้ชัดๆ มีส่วนประกอบที่เกี่ยวพันกันหลายอย่าง
รูรับแสง เป็นส่วนที่มีผลเป็นอันดับต้นๆ
รูรับแสงยิ่งแคบ (เลขเยอะๆ 32,22,16) ยิ่งชัดลึก
รูรับแสงยิ่งกว้าง (เลขน้อยๆ 1.4,1.8,2.8) ยิ่งชัดตื้น
ถ้าถ่ายแบบปกติ ไม่ได้จัดอะไรมาก ยกกล้องมาถ่าย
แสงโดยทั่วที่ไม่ใช่แสงกลางแจ้ง กลางแดด ก็จะออกน้อยไป
รูรับแสงก็จะต้องกว้าง มีผลให้ช่วงชัดมันลดลงนะครับ
หากจะ ลดรูรับแสงให้แคบ ก็จะต้องทำให้ชัตเตอร์เปิดนานขึ้น
อาจจะต้องหาขาตั้งกล้องมาช่วยนะครับ
จะให้ดีก็ต้องหาแสงมาเพิ่มให้งานนี้ซักหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นแสงต่อเนื่อง เช่นโคมไฟ หรือแฟลช
มันจะช่วยให้เราได้รูรับแสงที่แคบลง และชัตเตอร์ที่ไวพอ
ภาพที่ได้ก็จะชัดได้ลึกมากขึ้นจนเป็นที่พอใจนะครับ
พอเล่ามาถึงตอนนี้ ก็จะมีคำถามว่า ไอ้ที่ว่าไม่ชัด
ชัดลึกไม่พอ มันขนาดไหน ผมก็เลยมาทำตัวอย่างให้ดู
ว่ามันขนาดไหน จะได้พอมีไอเดียครับ
จากสองรูปแรกยังเป็นเลนส์ 18-55 ถ่ายที่ช่วง 55 นะครับ
ถ่ายโดยเปลี่ยนรูรับแสง ให้ต่างกัน ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่
เพราะมัวแต่ยุ่งกับการปรับแสงแฟลชอยู่ มันเป็นเมนนวลครับ
ก็เลยอยากให้มันเห็นชัดมากขึ้น ก็เลยจัดชุดหนัก
extension tube + 50mm. มันจะทำให้โฟกัสได้ใกล้มากครับ

จะเห็นได้ว่า รูปแรก F1.8 กว้างสุด ช่วงชัดจะมีแค่นิดเดียว
ส่วนที่เหลือ ถึงขั้นระเบิด กระพือ (ขนาดนั้น 555)
รูปที่สองน่าจะประมาณ F5.6 นะครับ
ผมจะลดมันลงทีละสอง-สามสตอปนะครับ

ผมกระโดดมาช่วงท้ายๆ เลยนะครับ สามรูปหลังนี้
น่าจะประมาณ 16, 22 และ 32 นะครับ ช่วงลึกก็ได้ทั้งเหรียญ
คงพอจะเห็นนะครับว่า มันตื้นขนาดไหน ระดับเป็นมิลเลยทีเดียว
เพราะฉนั้น ใครที่ถ่ายด้วยรูรับแสงกว้างๆ ก็คงจะลึกไม่พอ
จริงๆ ถ่ายมาเยอะกว่านี้นะครับ แต่ไม่ไหนแล้ว อิอิ
แค่นี้ก่อนละกัน สวัสดีครับ
คราวนี้มากับคำถามอีกแล้วครับ ถ่ายมาโคร แล้วไม่ชัด
ถ้าจะเอาทฤษฎีเรื่องมาโคร ก็ลองย้อนไปตอนเก่าๆนะครับ
ตอนนี้จะเป็นการไขปัญหาครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า จะถ่ายมาโคร คำแนะนำก็คือ ซื้อเลนส์สิครับ
มีเลนส์แล้ว ก็ลงมือถ่ายครับ ผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่พอใจนัก (ผมไม่ได้เห็นนะ)
ปรากฎว่ามีบางจุดในภาพไม่ชัด อืมมมม วิเคราะห์กันหน่อย
การถ่ายให้ชัดๆ มีส่วนประกอบที่เกี่ยวพันกันหลายอย่าง
รูรับแสง เป็นส่วนที่มีผลเป็นอันดับต้นๆ
รูรับแสงยิ่งแคบ (เลขเยอะๆ 32,22,16) ยิ่งชัดลึก
รูรับแสงยิ่งกว้าง (เลขน้อยๆ 1.4,1.8,2.8) ยิ่งชัดตื้น
ถ้าถ่ายแบบปกติ ไม่ได้จัดอะไรมาก ยกกล้องมาถ่าย
แสงโดยทั่วที่ไม่ใช่แสงกลางแจ้ง กลางแดด ก็จะออกน้อยไป
รูรับแสงก็จะต้องกว้าง มีผลให้ช่วงชัดมันลดลงนะครับ
หากจะ ลดรูรับแสงให้แคบ ก็จะต้องทำให้ชัตเตอร์เปิดนานขึ้น
อาจจะต้องหาขาตั้งกล้องมาช่วยนะครับ
จะให้ดีก็ต้องหาแสงมาเพิ่มให้งานนี้ซักหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นแสงต่อเนื่อง เช่นโคมไฟ หรือแฟลช
มันจะช่วยให้เราได้รูรับแสงที่แคบลง และชัตเตอร์ที่ไวพอ
ภาพที่ได้ก็จะชัดได้ลึกมากขึ้นจนเป็นที่พอใจนะครับ
พอเล่ามาถึงตอนนี้ ก็จะมีคำถามว่า ไอ้ที่ว่าไม่ชัด
ชัดลึกไม่พอ มันขนาดไหน ผมก็เลยมาทำตัวอย่างให้ดู
ว่ามันขนาดไหน จะได้พอมีไอเดียครับ
จากสองรูปแรกยังเป็นเลนส์ 18-55 ถ่ายที่ช่วง 55 นะครับ
ถ่ายโดยเปลี่ยนรูรับแสง ให้ต่างกัน ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่
เพราะมัวแต่ยุ่งกับการปรับแสงแฟลชอยู่ มันเป็นเมนนวลครับ
ก็เลยอยากให้มันเห็นชัดมากขึ้น ก็เลยจัดชุดหนัก
extension tube + 50mm. มันจะทำให้โฟกัสได้ใกล้มากครับ
จะเห็นได้ว่า รูปแรก F1.8 กว้างสุด ช่วงชัดจะมีแค่นิดเดียว
ส่วนที่เหลือ ถึงขั้นระเบิด กระพือ (ขนาดนั้น 555)
รูปที่สองน่าจะประมาณ F5.6 นะครับ
ผมจะลดมันลงทีละสอง-สามสตอปนะครับ
ผมกระโดดมาช่วงท้ายๆ เลยนะครับ สามรูปหลังนี้
น่าจะประมาณ 16, 22 และ 32 นะครับ ช่วงลึกก็ได้ทั้งเหรียญ
คงพอจะเห็นนะครับว่า มันตื้นขนาดไหน ระดับเป็นมิลเลยทีเดียว
เพราะฉนั้น ใครที่ถ่ายด้วยรูรับแสงกว้างๆ ก็คงจะลึกไม่พอ
จริงๆ ถ่ายมาเยอะกว่านี้นะครับ แต่ไม่ไหนแล้ว อิอิ
แค่นี้ก่อนละกัน สวัสดีครับ
Tuesday, March 15, 2011
หยุด!
สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับ blog ที่นานๆจะมาอัพเดทซักที
ที่เขียนๆมานี่ก็ไม่ค่อยจะมีลำดับเท่าไหร่ คราวนี้ก็ก้าวกระโดดซะ
ภาพชุดนี้ เป็นพื้นฐานการถ่ายภาพที่ทราบมานานแล้ว แต่ยังทำไม่ได้
อันเนื่องมาจากว่า อุปกรณ์ไม่พร้อม จนมาถึงวันนี้ วันที่อุปกรณ์พร้อม
อะไรที่แพงๆ ก็ถูกลง หาง่ายขึ้น ก็ลองมาทำกันดูบ้าง
งานนี้ได้แรงดลใจมาจากพี่ในเวบ www.thaivwclub.com
อุปกรณ์หลักๆที่ใช้ในภาพชุดนี้ก็คือ แฟลช เพื่อให้ได้สปีดชัตเตอร์ที่สูง
พอที่จะหยุดความเคลื่อนไหวได้ งานนี้คือหยดน้ำนะครับ
อีกอย่างที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ภาพที่อยู่ในมุมเดิม คือขาตั้งกล้องครับ
ชุดนี้ผมถ่ายในอ่างล้างจาน ถ่ายน้ำที่หยดลงจากก๊อกที่เปิดไว้นิดๆ
หยดลงในชามข้าวแมว ตั้งกล้องกล้องไว้บนขา พร้อมกับเลนส์ 100mm.
focus ลงที่จุดน้ำหยดพอดี แฟลชต่อกับชุด wireless ถูกๆยิงเข้าผนัง
แฟลชเป็น manual ไม่สามารถปรับระดับความแรงได้ ต้องขยับระยะเอา
สปีดชัตเตอร์ ก็ตั้งไว้สูงๆ เอาชิดๆ กับสปีดสูงสุดที่ syn กับแฟลชครับ
จะให้ดี ก็รูรับแสงแคบนิดนึง เพื่อให้ได้ระยะชัดที่ลึกขึ้นนะครับ
ชุดนี้ยิงไปเป็นร้อยรูปครับ ส่วนใหญจะได้น้ำเป็นเส้น
จุดสำคัญคือการกะเวลากดชัตเตอร์ จริงๆแล้วคือตั้งใจให้ได้ช่อมงกุฎ
ซึ่งก็เป็นอะไรที่ยากที่สุดครับ พวกที่ยากระดับกลางคือ หยดลอยๆ
ใครพอหาอุปกรณ์พวกนี้ได้ ก็ลองทำดูครับ สนุกดีทีเดียว
สวัสดีครับ
Thursday, August 26, 2010
กล้องที่คาดหวังอะไรไม่ได้เลย ภาค สอง
สวัสดีครับ
ต่อเนื่องจากเรื่องที่แล้ว ผมยังไม่ได้ลงรายละเีอียดมากนัก
คราวนี้ก็จะเอารายละเอียดมาเล่าให้ฟังกันครับ
ก่อนอื่น A66 ตัวนี้มีหลายคนบอกว่า มันเหมือน เห็ดที่สี่
ผมก็ว่ามันไม่เหมือนเท่า คุณ 110 นะ เหมือนกว่าเยอะ
แต่ในที่สุด ผมก็พบว่า Facebook มองเป็น A66 เป็น G1
เห็นยังไง ก็เวลาเล่น Facebook มันก็จะมีแจก Software ด้านล่าง
Download Facebook for your G1
ตอนใช้ E71 มันก็รู้จักนะ คราวนี้ทำไมไม่รู้ รึว่ามันใหม่มาก อิอิ
เอาหล่ะ ถาม Google ซิ G1 คืออะไร
นี่ไง มันเห็นเป็นตัวนี้ ไม่รู้ที่เค้าว่าเหมือน เพราะแบบนี้ด้วยรึป่าว
G1 ก็เป็น Android ตัวแรก (รึป่าวหนอ) ไม่งั้นก็ตัวแรกๆ
ส่วนที่ต่างก็คือมีคีย์บอร์ด ปุ่มก็มาแนวเดียวกันเลย
OS ก็เป็นตัวเดียวกัน อันนี้อาจเป็นอีกอย่างที่ทำให้
Facebook มันว่ามันเป็นตัวเดียวกัน
มาถึงเรื่องการใช้งานกันบ้างนะครับ
จอแบบ Resistive คือแบบเดียวกับ touch screen รุ่นเก่าๆ
ต้องออกแรงกด ผิวจอยุบลงนิดหน่อย ทำให้การลากลำบากนิดนึง
ไม่เหมือนพวกที่เป็น Capacitive ที่แค่แตะเท่านั้นครับ จึงลากได้ลื่นกว่า
นั่นอาจเป็นเหตุผลนึงที่มี trackball มาช่วย แต่ trackball ก็ไม่ลื่นเท่าไหร่
ทีนี้ก็ต้องลองปรับกันดูหล่ะครับ ว่าใช้อะไรแบบไหน ถึงจะลื่น
ผมมักจะใช้เล็บจิกแล้วลาก จะลื่นกว่าครับ ละเอียดกว่าด้วย
แต่ถ้าจะผ่านๆ ก็ใช้ trackball การทำงานต่างๆ ก็ต้องร่วมกับปุ่มทั้ง 4
การควบคุมก็พอได้นะครับ ส่วนเรื่องของ Android
ผมยังใหม่กับมันมากๆ แต่ก็เข้าใจง่าย ใช้ได้เลยโดยไม่ต้องศึกษามาก
ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก็พอเป็นครับ
software ต่างๆที่ให้มาก็พอเพียงกับการใช้งานเบื้องต้น
การใช้งานโทรศัพท์ e-mail contact office ฯลฯ
ส่วนที่ต้องเพิ่มเติมก็มีบ้างครับ เช่น โปรแกรมสำหรับปิด task ต่างๆ
เนื่องจากโปรแกรม(หรือ App) ต่างๆบางตัวจะปิดไม่ได้
เราก็ต้องหา App มาปิด App ครับ
App อื่นๆ ก็แล้วแต่จะเลือกใช้ละกันครับ มีเยอะมาก
ที่ผมลงเพิ่มก็มี Opera เล่นลื่นกว่าของเดิมเยอะครับ
ตัวอื่นๆ จะค่อยมารีวิวเพิ่มนะครับ
ตัวที่ผมชอบมากคือ มี software สำหรับ syn มาในเครื่อง
เสียบเข้า USB ปุ๊บ โปรแกรม syn ก็ติดตั้งให้พร้อมใช้
ไม่ต้องใช้ CD หรือ download กันอีก
ยาวไปไม๊ พอก่อนละกันครับ
สวัสดีครับ
ต่อเนื่องจากเรื่องที่แล้ว ผมยังไม่ได้ลงรายละเีอียดมากนัก
คราวนี้ก็จะเอารายละเอียดมาเล่าให้ฟังกันครับ
ก่อนอื่น A66 ตัวนี้มีหลายคนบอกว่า มันเหมือน เห็ดที่สี่
ผมก็ว่ามันไม่เหมือนเท่า คุณ 110 นะ เหมือนกว่าเยอะ
แต่ในที่สุด ผมก็พบว่า Facebook มองเป็น A66 เป็น G1
เห็นยังไง ก็เวลาเล่น Facebook มันก็จะมีแจก Software ด้านล่าง
Download Facebook for your G1
ตอนใช้ E71 มันก็รู้จักนะ คราวนี้ทำไมไม่รู้ รึว่ามันใหม่มาก อิอิ
เอาหล่ะ ถาม Google ซิ G1 คืออะไร
นี่ไง มันเห็นเป็นตัวนี้ ไม่รู้ที่เค้าว่าเหมือน เพราะแบบนี้ด้วยรึป่าว
G1 ก็เป็น Android ตัวแรก (รึป่าวหนอ) ไม่งั้นก็ตัวแรกๆ
ส่วนที่ต่างก็คือมีคีย์บอร์ด ปุ่มก็มาแนวเดียวกันเลย
OS ก็เป็นตัวเดียวกัน อันนี้อาจเป็นอีกอย่างที่ทำให้
Facebook มันว่ามันเป็นตัวเดียวกัน
มาถึงเรื่องการใช้งานกันบ้างนะครับ
จอแบบ Resistive คือแบบเดียวกับ touch screen รุ่นเก่าๆ
ต้องออกแรงกด ผิวจอยุบลงนิดหน่อย ทำให้การลากลำบากนิดนึง
ไม่เหมือนพวกที่เป็น Capacitive ที่แค่แตะเท่านั้นครับ จึงลากได้ลื่นกว่า
นั่นอาจเป็นเหตุผลนึงที่มี trackball มาช่วย แต่ trackball ก็ไม่ลื่นเท่าไหร่
ทีนี้ก็ต้องลองปรับกันดูหล่ะครับ ว่าใช้อะไรแบบไหน ถึงจะลื่น
ผมมักจะใช้เล็บจิกแล้วลาก จะลื่นกว่าครับ ละเอียดกว่าด้วย
แต่ถ้าจะผ่านๆ ก็ใช้ trackball การทำงานต่างๆ ก็ต้องร่วมกับปุ่มทั้ง 4
การควบคุมก็พอได้นะครับ ส่วนเรื่องของ Android
ผมยังใหม่กับมันมากๆ แต่ก็เข้าใจง่าย ใช้ได้เลยโดยไม่ต้องศึกษามาก
ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก็พอเป็นครับ
software ต่างๆที่ให้มาก็พอเพียงกับการใช้งานเบื้องต้น
การใช้งานโทรศัพท์ e-mail contact office ฯลฯ
ส่วนที่ต้องเพิ่มเติมก็มีบ้างครับ เช่น โปรแกรมสำหรับปิด task ต่างๆ
เนื่องจากโปรแกรม(หรือ App) ต่างๆบางตัวจะปิดไม่ได้
เราก็ต้องหา App มาปิด App ครับ
App อื่นๆ ก็แล้วแต่จะเลือกใช้ละกันครับ มีเยอะมาก
ที่ผมลงเพิ่มก็มี Opera เล่นลื่นกว่าของเดิมเยอะครับ
ตัวอื่นๆ จะค่อยมารีวิวเพิ่มนะครับ
ตัวที่ผมชอบมากคือ มี software สำหรับ syn มาในเครื่อง
เสียบเข้า USB ปุ๊บ โปรแกรม syn ก็ติดตั้งให้พร้อมใช้
ไม่ต้องใช้ CD หรือ download กันอีก
ยาวไปไม๊ พอก่อนละกันครับ
สวัสดีครับ
Saturday, August 21, 2010
กล้องที่คาดหวังอะไรไม่ได้เลย
สวัสดีครับ
กลับมาอีกแล้ว กลับกล้องที่หวังอะไรไม่ได้ 55
จริงๆมันก็ไม่ใช่กล้องครับ เพียงแต่ติดกล้องมาให้ด้วย
ไม่มีอะไรครับ ไปซื้อโทรศัพท์มาใหม่ สนอง need ตัวเอง
ก็หาอยู่นานว่าจะซื้ออะไรดี พอเลือกได้ก็ดุ่ยๆไปสอยมา
ก็เลยจะเอามาเล่าให้ฟังว่ามันเป็นยังไงบ้างเท่านั้นเองครับ
เริ่มแรกก็มีโทรศัพท์อยู่แต่รู้สึกว่า คีย์บอร์ดแบบ คิวตี้ๆ อะไรนั่น ใช้ลำบากมาก
ก็เลยอยากหาอะไรที่ใช้ง่ายกว่า เริ่มแรกก็มองไปทาง ไอโปน แต่แพงจัด
มือสอง รุ่นแรก ก็ไม่ต่ำเจ็ดพัน ขายของเก่าไปต้องเพิ่มเงินดี ไหนจะเสี่ยง
ไม่มีประกันอีก ก็มองหาต่อไป จึงเริ่มศึกษา Touch Phone ต่างๆ
แล้วก็เริ่มมองไปที่ Android ใหม่มากๆ ไม่เคยจับเลย
ศึกษาใหม่หมด จนมาพบดาวเด่นที่ใครๆ ก็พูดถึง เวลกัม A88
ทำไมต้อง A88 ก็ประมาณว่า ครบเครื่อง แต่ถูก ว่างั้น
ส่วนการใช้งาน ก็เห็นว่าดี นิ่ม ลื่น ก็ว่ากันไป แต่สำหรับผม มันยังแพงอยู่
ความตั้งใจจริงๆ ก็แค่เอามาเป็นเครื่องสำรองสำหรับการโทร
แต่เป็นเครื่องหลักสำหรับการเล่นเนต Facebook แบบที่ไหนก็ได้
และแล้วก็มาเจอดาวดวงใหม่ มาแรง แซงด้วยราคา (ตามงบ)
e110 น้องเล็ก Android จากค่าย อาเซ่อ
รูปร่างดี หน้าตาน่ารัก เสียอย่างเดียว ไม่มี wifi
ตอนแรกก็ว่าไม่เป็นไร ออก 3G/EDGE/GPRS อย่างเดียวก็พอ
ราคาก็งาม 5,990 บาท แหม ถูกใจ ถูกเงินจริงๆ
แต่ด้วยความใจเย็น เราก็รอดูต่อไป แล้วก็มาเจอนางนี้
A66 น้องเล็ก Android จากค่ายเวลกัม
ดูไปดูมา หน้าตามันชั่งละม้ายคล้าย e110 จัง
ถ้ามองว่ามีอะไรเหมือนกันบ้าง ลองดูจาก link เอานะครับ
ฝาหลังที่ แถบจะเป๊ะกันเลยทีเดียว
ด้านหน้า แม่ตำแหน่ง และชนิดของปุ่มควบคุมต่างๆ จะไม่เหมือน
แต่จำนวนมันเท่ากันแน่ๆ และหน้าที่เหมือนกันด้วย
เอาหล่ะ เรื่องความเหมือนภายใน ใช่ OS ตัวเดียวกัน
เครื่องในไม่่เหมือนแฮะ ไม่รู้อำกันรึป่าว
แต่ก็เถอะ ใกล้กันมากๆ แต่ A66 ติด wifi มาให้ แต่ไม่มี 3G
ช่างมันเถอะ ก่อนจะถึงดค้งสุดท้ายผมก็ถามน้องที่ใช้ WellcoM มาก่อน
จะเลือกอะไร น้องบอก acer เพราะอันนั้นเคยใช้แล้ว xx
อืมมม นะ แต่ก็พอจะรู้มาว่า WellcoM ไม่ได้ทำสินค้าเอง
มันมันจะมีตัวต้นแบบให้เห็นอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้น คงไม่เหมือนกันทุกตัวนะ
โค้งสุดท้ายมาจบลงตรงที่ อ่านเจอมาว่า A66 5,990 เท่ากัน แต่.......
มีคนซื้อได้ 3,990 ก็เลยตัดสินใจไปว่า เอาวะ ราคาแค่นี้ ลองดูซิ
มันขายเท่านี้จริงๆครับ ขอลองจับดูหน่อย แล้วก็สอยกลับบ้าน
มีเรื่องตื่นเต้นก่อนกลับนิดหน่อย อิอิ เครื่องแรกที่แกะออกมา
จอมันสั่นครับ ตั้งแต่อยู่ในร้านเลย 555 ก็บอกคนขายไป เค้าก็เปลี่ยนให้ใหม่
ตื่นเต้นไม๊หล่ะครับ 555 แต่ก็นะ มาครึ่งทางแล้ว เอากลับบ้านมาซะ
ตอนนี้ผมก็ได้ทดลองมันมา โดนเริ่มต้นจาก 0 จริงๆ
ปรากฎว่ามันทำให้ผมทึ่ง Android มันทำกันได้ครับ
บอกไม่ถูกเลย เอาเป็นว่า OS software ต่างๆ ดีทีเดียวครับ
ไม่ต้องอ่านคู่มือมาก ก็พอเข้าใจมันได้ ไม่ยาก
ตอบสนองความต้องการของผมได้ดีครับ
คีย์บอร์ด Touch screen ก็ใช้ได้ ตั้งเครื่องจะเล็กหน่อย
ถ้าตะแคงก็จะกว้างขึ้นครับ ยังสงสัยหลายอย่าง รู้แล้วจะมาบอกนะครับ
ส่วนตัวเครื่อง ก็ออกแนวบอบบาง เบา ต้องระวังหน่อยครับ
ปุ่มกดที่ให้มาก็มี กดเบาไม่ติดบ้าง แทรกบอลก็มีโดดบ้าง
ตำแหน่งปุ่มก็เล็ก และมีกีดขวางเล็กน้อยครับ
ก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร
ตอนนี้เวลาผ่านไปหนึ่งวัน กับการเล่นแบบเรื่อยๆ
Battery เหลืออยู่ 40% ใช้งานคล่องขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น
ผมสรุปให้ตัวเองว่า 3,990 ที่จ่ายไปคุ้มค่าครับ
แต่เห็นหลายคนบอกว่า เพิ่มเงิน สอย A88 คุ้มกว่า
ผมก็ถามตัวเองว่า เพิ่มเงินอีก 5,000 เป็น 8,990
มันคุ้มสำหรับผมไม๊.... ไม่ครับ ไม่คุ้มแน่
3,990 เล่นเนต facebook email
ควบคุมการเชื่อมต่อ EDGE หรือ Wifi ได้เองชัวๆ
interface ที่ยอมรับได้ พอแล้วครับ สำหรับผม
แต่ที่แย่ จนต้องเอามาเป็นหัวข้อก็คือ กล้องห่วยมากๆ
ไม่อยากจะคิดถึงมันเลย ห่วยจริงๆครับ
มีอะไรใหม่ ก็จะมา Update นะครับ
สวัสดีครับ
Thursday, July 8, 2010
ถ่ายภูเขา ต้อง F เท่าไหร่
สวัสดีครับ
หายไปนานเลย ไม่รู้มัวไปทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่รู้
กลับมารอบนี้ ก็บังเอิญว่ามีอะไรมากระตุ้นต่อมเล็กน้อย ก็เลยเขียนซักหน่อย
เรื่องที่จะเล่าถึงนี้ก็ผ่านมาซักพักนึงแล้ว ก็เหมือนเดิมครับ เจอคำถาม
"ถ่ายสิ่งนี้ ต้อง F เท่าไหร่" ที่จริงผมว่า บางท่านอาจจะเข้าใจผิดเรื่อง ปรับอะไร เพื่ออะไร
สุดท้ายทุกอย่างก็สัมพันธ์กันไปหมดอยู่ดี มาว่ากันทีละอย่างดีกว่านะครับ
อย่าง F , F-Stop หรือรูรับแสง นอกจากจะให้แสงเข้าได้มากน้อย ทำให้ภาพมืด สว่าง
มันก็จะมีผลเรื่องชัดตื้น ชัดลึกอีกด้วย ซึ่งอย่างไร ก็จะต้องไปสัมพันธ์กับ S, Speed, Shutter speed
Shutter speed ก็จะควบคุมให้แสงเข้าได้เป็นช่วงเวลา มากหรือน้อย
ผลที่ได้อย่างแรกก็คือทำให้ภาพมืด หรือสว่าง สัมพันธ์กับรูรับแสงตรงๆ
และผลอีกอย่างคือ การเห็นความเคลื่อนไหว หรือหยุดการเคลื่อนไหวในภาพ
ทีนี้มาดูว่า ถ่ายอะไร ต้องใช้ปรับอะไรเท่าไหร่
ยกตัวอย่างการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ อยู่ห่างจากตัวเรามากมาย
ดังนั้นจึงควรจะถ่ายให้ชัดลึกๆไว้ก่อน ชัดลึก ก็ต้องรูรับแสงแคบๆ
แต่ข้อจำกัดก็มีอยู่ว่า แสงต้องพอ เพราะรูรับแสงแคบ แสงจะเข้าได้น้อย
หากแสงในขณะนั้นมีน้อย ก็จะทำให้สปีดต่ำลงไปอีก อาจมีผลเรื่องมือสั่นได้อีก
ถ้าต่ำมากไป ก็คงต้องอาศัยขาตั้งกล้องช่วยครับ แต่ก็ยังมีอีกทางที่แก้ปัญหาได้
คือการเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น ช่วงชัดก็จะตื้นขึ้น แต่ก็ได้สปีดกลับมาครับ
หรือตัวอย่างที่สอง การถ่ายภาพน้ำตกให้นุ่ม ขาว เป็นสาย
ปกติคือเราต้องใช้สปีดต่ำๆ ร่วมกับขาตั้งกล้องอยู่แล้ว
แต่ก็อาจมีปัญหากับสภาพแสงเช่นกัน คือถ้าบริเวณน้ำตก แสงพอประมาณ
เราก็อาจจะถ่ายได้เลย เพราะสปีดต่ำ ต้องใช้รูรับแสงแคบๆ
แต่ถ้าหากว่าแสงจัดมากๆ รูรับแสงก็อาจจะแคบสุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้สปีดที่ต้องการ
เราก็ต้องหา filter มาช่วยลดแสงลงเพื่อให้ได้แสงที่อ่อนลงครับ
จากที่เล่าไปคงจะพอดูออกนะครับ ปรับอะไรมีผลกับอะไร
นี่ยังไม่นับเรื่อง การชดเชยแสงอีกนะครับ ทำไมต้องชดเชย
ไปปรับเอาในคอมฯไม่ง่ายกว่ารึ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเล่ากันยาวๆครับ
ไว้จะมาเล่าอีกนะครับ
วันนี้ปวดเอวละ แค่นี้ก่อนละกัน
สวัสดีครับ
(ตัวอย่างรูปก็ไม่มีเนาะ ไว้จะหามาเพิ่มให้นะครับ)
หายไปนานเลย ไม่รู้มัวไปทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่รู้
กลับมารอบนี้ ก็บังเอิญว่ามีอะไรมากระตุ้นต่อมเล็กน้อย ก็เลยเขียนซักหน่อย
เรื่องที่จะเล่าถึงนี้ก็ผ่านมาซักพักนึงแล้ว ก็เหมือนเดิมครับ เจอคำถาม
"ถ่ายสิ่งนี้ ต้อง F เท่าไหร่" ที่จริงผมว่า บางท่านอาจจะเข้าใจผิดเรื่อง ปรับอะไร เพื่ออะไร
สุดท้ายทุกอย่างก็สัมพันธ์กันไปหมดอยู่ดี มาว่ากันทีละอย่างดีกว่านะครับ
อย่าง F , F-Stop หรือรูรับแสง นอกจากจะให้แสงเข้าได้มากน้อย ทำให้ภาพมืด สว่าง
มันก็จะมีผลเรื่องชัดตื้น ชัดลึกอีกด้วย ซึ่งอย่างไร ก็จะต้องไปสัมพันธ์กับ S, Speed, Shutter speed
Shutter speed ก็จะควบคุมให้แสงเข้าได้เป็นช่วงเวลา มากหรือน้อย
ผลที่ได้อย่างแรกก็คือทำให้ภาพมืด หรือสว่าง สัมพันธ์กับรูรับแสงตรงๆ
และผลอีกอย่างคือ การเห็นความเคลื่อนไหว หรือหยุดการเคลื่อนไหวในภาพ
ทีนี้มาดูว่า ถ่ายอะไร ต้องใช้ปรับอะไรเท่าไหร่
ยกตัวอย่างการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ อยู่ห่างจากตัวเรามากมาย
ดังนั้นจึงควรจะถ่ายให้ชัดลึกๆไว้ก่อน ชัดลึก ก็ต้องรูรับแสงแคบๆ
แต่ข้อจำกัดก็มีอยู่ว่า แสงต้องพอ เพราะรูรับแสงแคบ แสงจะเข้าได้น้อย
หากแสงในขณะนั้นมีน้อย ก็จะทำให้สปีดต่ำลงไปอีก อาจมีผลเรื่องมือสั่นได้อีก
ถ้าต่ำมากไป ก็คงต้องอาศัยขาตั้งกล้องช่วยครับ แต่ก็ยังมีอีกทางที่แก้ปัญหาได้
คือการเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น ช่วงชัดก็จะตื้นขึ้น แต่ก็ได้สปีดกลับมาครับ
หรือตัวอย่างที่สอง การถ่ายภาพน้ำตกให้นุ่ม ขาว เป็นสาย
ปกติคือเราต้องใช้สปีดต่ำๆ ร่วมกับขาตั้งกล้องอยู่แล้ว
แต่ก็อาจมีปัญหากับสภาพแสงเช่นกัน คือถ้าบริเวณน้ำตก แสงพอประมาณ
เราก็อาจจะถ่ายได้เลย เพราะสปีดต่ำ ต้องใช้รูรับแสงแคบๆ
แต่ถ้าหากว่าแสงจัดมากๆ รูรับแสงก็อาจจะแคบสุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้สปีดที่ต้องการ
เราก็ต้องหา filter มาช่วยลดแสงลงเพื่อให้ได้แสงที่อ่อนลงครับ
จากที่เล่าไปคงจะพอดูออกนะครับ ปรับอะไรมีผลกับอะไร
นี่ยังไม่นับเรื่อง การชดเชยแสงอีกนะครับ ทำไมต้องชดเชย
ไปปรับเอาในคอมฯไม่ง่ายกว่ารึ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเล่ากันยาวๆครับ
ไว้จะมาเล่าอีกนะครับ
วันนี้ปวดเอวละ แค่นี้ก่อนละกัน
สวัสดีครับ
(ตัวอย่างรูปก็ไม่มีเนาะ ไว้จะหามาเพิ่มให้นะครับ)
Subscribe to:
Comments (Atom)